Can you speak English? คุณพูดอังกฤษได้หรือยัง
เป็นที่ทราบกันดีว่า
คนไทยส่วนใหญ่ รอบรู้เรื่อง Grammar Vocabulary (โดยเฉพาะการท่องจำ)
แต่คนไทยทั้งหลาย มักไม่เคยได้นำมาใช้ หรือได้พูดแม้แต่น้อย (เพราะไม่รู้จะพูดกับใคร)
นั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมคนไทยพูดไม่ได้ หรือไม่กล้าที่จะพูด
เพราะฉะนั้น วิธีการที่จะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษ นั่นคือ
1. เริ่ม...\"พูด\"...ตั้งแต่วันนี้ ถ้าไม่รู้จะพูดอะไร ให้เอาคำพูดในชีวิตประจำวันที่เม้ากับเพื่อนทุกๆวัน
ลองพูดเป็นภาษาอังกฤษ กับเพื่อนๆ หรืออาจารย์ ที่ยินดีจะพูดกับเรา เพื่อฝึกฝนทักษะการพูด
2. เมื่อหาคนพูดได้แล้ว ให้ลองคิดเป็นภาษาอังกฤษ (ใช้ประสบการณ์จากการฟัง)
เพราะโครงสร้างภาษาอังกฤษไม่เหมือนภาษาไทย จะแปลกันตรงตัวไม่ได้
เช่น What are you doing? แปลไทยว่า คุณกำลังทำอะไร
ภาษาอังกฤษมักจะแปลสลับกับภาษาไทยเสมอ
3. ฝึกทักษะการฟัง เมื่อเรานึกไม่ออก บอกไม่ถูกว่าควรพูดยังไง ออกเสียงถูกต้องหรือไม่
ให้ใช้ทักษะการฟังเยอะๆ (จาก song, movie, teacher, English news ไม่มี subtitle นะ)
คำศัพท์บางคำ ไม่น่าเชื่อว่าจะออกเสียงแบบนี้
sword(ดาบ) ออกเสียงว่า "ซอร์ด"
quay (ท่าเรือ) ออกเสียงว่า "คี"
Greenwich (เวลามาตรฐานโลก) ออกเสียงว่า "กรีนิช" ซะงั้น
ภาษาคือการเลียนแบบ จากผู้ที่คิดค้นภาษาขึ้นมา
เมื่อเราเลียนแบบสิ่งที่เคยได้ยินมา เราจึงพูดตามโดยไม่สนใจ Grammar
เพราะผู้พูดจะเรียง Grammar อย่างถูกต้องให้เราพูดตามแล้ว
4. เมื่อพูดแล้ว ลองหันมาดู Tense นึกภาพเหตุการณ์ที่เราจะพูด
พูดตามลำดับ ครั้งแรกให้พูด Present และค่อยๆเปลี่ยน Tense ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
ภาพ Present เรากำลังพูดในปัจจุบัน ก็ใช้ Verb 1
ภาพ Past พูดเรื่องในอดีต เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ใช้ Verb 2
ภาพ Future นึกเรื่องในอนาคต ใช้ will
ภาพ Continuous พูดสิ่งที่กำลังทำอยู่ ใช้ V. to be + V.ing
ภาพ Perfect พูดเรื่องที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ใช้ Verb 3
ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องท่องจำ เพียงแต่พูดสิ่งเหล่านั้นออกมา แล้วเราจะจำได้อัตโนมัติ
กริยา 3 ช่อง เราค่อยๆปรับเปลี่ยน เมื่อพูดเหตุการณ์ในเวลาที่แตกต่างกัน
(ส่วนการออกเสียง กริยา 3 ช่อง ใช้ทักษะการฟังบ่อยๆ)
5. เมื่อพูดเป็นประโยคได้แล้ว ลองใช้คำเชื่อม...เพื่อทำให้ประโยคยาวขึ้น เช่น
because, but, until, while, before, after, since, as, so, so that,...
แสดงเหตุผล ไม่สมเหตุสมผล ความขัดแย้ง เวลา (เวลาพูดแสดงความเห็น มักจะมีเหตุผลเสมอ)
6. ใช้ Passive ในการพูด (passive หมายถึง ถูกกระทำ) V.to be + V3
เพราะเป็นเรื่องที่จะพูดกันบ่อยเลยทีเดียว
He is praised by everyone (เขาถูกสรรเสริญโดยทุกๆคน)
Simsimi is banned in Thailand. (ซิมชิมิถูกแบนในประเทศไทย)
Compass was invented in China. (เข็มทิศถูกประดิษฐ์ในจีน)
Dinner is being cooked by Susan. (อาหารเย็นกำลังถูกทำโดยซูซาน)
My bicycle has been damaged. (จักรยานของฉัน ถูกทำให้เสียหายไปแล้ว)
7. เมื่อพูดได้แล้ว ทักษะการเขียน ก็จะดียิ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ
เพราะการพูดมักจะมีการเรียง Grammar ถูกต้องแล้ว
เพียงแต่ต้องอาศัย ทักษะการฟัง ประสบการณ์ในการพูด และค่อยๆปรับ Grammar ในการพูด
ส่วนทักษะการอ่าน เป็นเรื่องที่จะช่วยเพิ่มพูนคำศัพท์มากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรอ่านอย่างสม่ำเสมอ
8. Vocubulary (คำศัพท์) ใช้ศัพท์ที่คิดว่าง่ายที่สุด คนฟังรู้เรื่องที่สุด มาใช้ในการพูด
ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรูหรา ฟุ่มเฟื่อย หรือประโยคยาวๆ เพราะมีโอกาสผิดสูง และคนไม่เข้าใจ
สิ่งที่ต้องรู้ในคำศัพท์ 1 คำ
คำศัพท์นั้น เป็นคำนาม(n.) คำคุณศัพท์(adj.) คำกริยา(v.) คำวิเศษณ์(adv.)
คำที่ลงท้ายด้วย -ment -tion -ness มักจะเป็นคำนาม แต่ไม่เสมอไป เช่น
vehement (adj.) เร้าร้อน รุนแรง
augment (v.) เพิ่มพูน ขยาย
คำที่ลงท้าย -ly ส่วนใหญ่เป็น adverb แต่...
lovely (adj.) น่ารัก
lively (adj.) ร่าเริง คล่องแคล่ว มีพลัง กระตือรือร้น
9. พูดออกมาอย่าง louder ...เสียงดังฟังชัด... และด้วยความมั่นใจ
เพราะคนจะเข้าใจเราอย่างแจ่มแจ้ง และถ้าพูดผิดก็จะช่วยกันแก้ไขได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
ส่วนเรื่องสำเนียง (accent) การเน้นเสียง (stress) ไม่จำเป็นเท่าไรนัก
แต่ถ้าหากจะพูดแบบเจ้าของภาษา (native speaker) ก็ค่อยๆเปลี่ยนจนใกล้เคียงได้
แนะนำว่า วิชาสัทศาสตร์ (phonetics) มีส่วนช่วยที่สำคัญมากในเรื่องการออกเสียง
10. มองทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ
มองมะเขือเทศ แล้วนึกเป็น Tomato คิดประโยคเป็นภาษาอังกฤษ
มองทุกๆเหตุการณ์ เป็นภาพ present, past, future, perfect, continuous
พูดออกมาโดยธรรมชาติ เป็นภาษาอังกฤษ
แล้วการเรียนภาษาอังกฤษจะไม่ยากอีกไป.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น